Posted by
admin – ธันวาคม 29, 2009
… ในชีวิตของทุกคน คงไม่มีใครไม่รู้จัก “ผม” คนส่วนใหญ่ล้วนถูกพร่ำสอนให้รู้จัก “ผม” ในความหมายที่ดี ทุกคนล้วนแต่มองหาตัว “ผม”
อยากได้ “ผม” มาไว้ในครอบครอง วิธีการให้ได้ “ผม” มามีอยู่มากมาย ไม่ว่าจะเป็นการซื่อด้วยเงิน การแย่งชิง และการสร้างขึ้นเองโดยที่บางครั้งก็มัวแต่นึกถึง “ผม” ที่ตัวเองอยากได้จนลืมนึกถึง “ผม” ของคนอื่น ซึ่งบางครั้งก็ไม่ต่างอะไรกับการแย่งตัว “ผม” จากคนอื่นมาไว้ที่ตัวเอง…ช่างน่าเศร้า…ที่น้อยคนนักที่จะคิดสร้างผมด้วยตัวของเขาเอง และเมื่อทุกคนได้ “ผม” ไปแล้วต่างก็อยากรักษา “ผม” เอาไว้ให้นานที่สุด ไม่อยากเสียผมไป แต่สุดท้ายก็ไม่มีใครรักษา “ผม” ให้อยู่กับเขาไปตลอดกาลได้สักที…
… ในทางกลับกัน คนส่วนมากต่างก็รังเกียจ “เขา” เพราะ ถูกพร่ำสอนมาให้รู้จัก “เขา” ในทางที่ไม่ดี ทุกคนต่างหลีกหนี “เขา” ไม่อยากให้ “เขา” เข้ามาอยู่ในชีวิต ทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะขับไสไล่ส่ง “เขา” ออกไปจากตัวเอง และอีกครั้งที่การขับไล่ “เขา” โดยไม่มองคนอื่น ก็เป็นการเอา “เขา” ของตัวเองไปยัดเยียดให้คนอื่น…
…วิธีการได้ “เขา” มาดูเหมือนจะง่ายกว่าวิธีการได้ “ผม” มาเป็นเจ้าของมาก บางคนแค่อยู่เฉยๆ “เขา” ก็วิ่งเข้ามาหา แล้วคนๆนั้นก็จะอุทานว่า “โอ๊ย! มันมาอีกแล้ว…”
…ทั้งๆที่ในความเป็นจริง “ผม” และ “เขา” เป็นเพื่อนที่สนิทกันมากขนาดว่า มีใครอยู่ที่ใดต้องมีอีกคนหนึ่งที่นั่น และทั้ง “ผม” และ”เขา” โดยธรรมชาติแล้วก็ไม่ชอบอยู่กับใครคนใดคนหนึ่งนานๆ ชอบที่จะสับเปลี่ยนกันไปอยู่เรื่อย… แต่เหมือนทุกคนจะมองเห็น “เขา” มากกว่าที่จะมองเห็น “ผม” คงเพราะผมตัวเล็กล่ะมั้ง ทุกคนเลยพากันมองข้าม ทั้งๆที่ความจริงแล้ว บางครั้ง “เขา” จากไปแล้วและ “ผม” ก็อยู่กับคนๆนัั้้้นแท้ๆ แต่เขากลับยังคงมองเห็น “เขา” ที่จากไปแล้วว่ายังอยู่กับตัวและมองข้าม “ผม” ไปเฉยเลย…บางครั้งถ้าเจออย่างนี้ “ผม” จะพยายามเสนอหน้าให้เขาเห็น ทำทุกวิถีทางเช่นให้คนรู้จักของเขาซึ่งมองเห็นตัวผม พยายามบอกว่า “ผม” ยังอยู่กับเขา แต่บางครั้ง “ผม” ก็น้อยใจเป็นนะ ในเมื่อชอบมองไม่เห็นผม ผมก็เลยไปจริงๆซะเลย…นี่แน่ะ…บางครั้งยิ่งน่าโมโหหนักเข้าไปอีก ทั้งๆที่ “ผม” ก็อยู่กับเขาแล้วไม่ใช่แค่มองไม่เห็น แต่ยังพยายามจะไปเอา “ผม” จากคนอื่นมาเป็นของตัวเองอีก …คนประเภทนี้ “ผม” มักจะหลีกหนีไม่ค่อยอยากข้องแวะด้วยหรอกนะ…
…อันที่จริง “ผม” มีบางอย่างจะบอกพวกคุณ คนๆทั้งหลายว่า ความจริงแล้ว ทั้ง “ผม” และ “เขา” ไม่มีใครที่ดีบริสุทธิ๊หรือเลวสุดขั้วอย่างที่พวกคุณเข้าใจกันหรอก และไม่ใช่ว่า มี “เขา” แล้วจะไม่มี “ผม” เช่นเดียวกัน มี “ผม” แล้วก็ใช่ว่าจะไม่มี “เขา” บ่อยครั้งมากๆที่เรา”สอง”คนจะอยู่พร้อมๆกันกับคุณ แต่มันอยู่ที่คุณมากกว่าว่า คุณจะมองเห็นใครระหว่าง “ผม” ที่คุณชอบหรือ “เขา” ที่คุณไม่อยากได้…
ในวันที่คุณเห็นว่า “เขา” อยู่กับคุณ ขอให้คุณมองหา “ผม” ที่บางทีอาจจะตัวเล็กมองยากสักหน่อย แต่ก็ขอให้คุณหา “ผม” ให้เจอ แล้วคุณจะรู้ว่า “เขา” เองก็ไม่ได้เลวร้ายไปซะทีเดียว เพราะ “ผม” บอกแล้วว่า “ผม” กับ “เขา” เป็นเพื่อนกัน ใครไปไหนก็มักจะพาอีกคนไปเสมอ…จริงๆนะ…
…อ่านมาถึงตรงนี้หลายคน คงเดาชื่อของ “ผม” ออกแล้วล่ะ…แต่ถ้าใึีครที่ยังเดาไม่ออก “ผม” ก็จะเฉลยให้ฟังว่า “ผม” ชื่อ “ความสุข” ที่พวกคุณทั้งหลายตั้งให้และให้ความหมายที่ดีๆกับมัน และแน่นอน “เขา” ก็คือ”ความทุกข์” เป็นชื่อที่ทุกคนยัดเยียดความหมายที่ไม่ดีให้กับเขา บางครั้ง “ผม” กับ “เขา” สามารถสร้างปาฏิหารย์ได้ด้วยนะ นั่นคือพลังในการสลับร่างของ”พวกเรา” เพียงแต่คุณไม่ยึดติดกับชื่อที่คุณตั้งให้”พวกเรา” เมื่อถึงตอนนั้น “เขา” ที่อยู่กับคุณก็จะกลายเป็น “ผม” ที่คุณเฝ้ารอ….แล้วเจอกันนะครับ
G.Pheonix
^^
Posted by
admin – พฤศจิกายน 17, 2009
คราวนี้มาอ่านความรู้ใหม่ๆเกี่ยวกับฝนดาวตกกันดีกว่า
หลายๆคนคงได้ดูข่าวเกี่ยวกับฝนดาวตกที่จะมีในช่วง 17-18 นี้นะครับ
ทีนี้เรามาทำความรู้จักกันดีกว่าว่าฝนดาวตกเนี่ยจริงๆแล้วมันคืออะไร… มันคือฝนที่ตกลงมาจากดาวตกหรือเปล่า เอ…คงไม่ใช่แล้วล่ะมาอ่านกันเลยดีกว่า
ฝนดาวตกน่ะที่จริงแล้วคือดาวตกหลายดวงที่ดูเหมือนพุ่งออกมาจากบริเวณเดียวกันในท้องฟ้าในช่วงเวลาเดียวกันของปี ซึ่งเกิดจากเศษชิ้นส่วนในอวกาศที่พุ่งเข้ามาในบรรยากาศโลกด้วยอัตราเร็วสูง แต่ละคราวที่ดาวหางเข้ามาใกล้ดวงอาทิตย์ จะมีเศษชิ้นส่วนขนาดเล็กของดาวหางถูกสลัดทิ้งไว้ตามทางโคจร เรียกว่า “ธารสะเก็ดดาว” หากวงโคจรของโลกและของดาวหางซ้อนทับกัน โลกจะเคลื่อนที่ผ่านธารสะเก็ดดาวในช่วงวันเดียวกันของแต่ละปี ทำให้เกิดฝนดาวตก
การที่สะเก็ดดาวในธารเดียวกัน เคลื่อนที่ขนานกันและมีอัตราเร็วเท่ากัน ดาวตกที่เราเห็นจึงดูเหมือนพุ่งออกมาจากจุดเดียวกันในท้องฟ้า ซึ่งเป็นผลจากทัศนมิติ (perspective) เปรียบเหมือนกับที่เราเห็นรางรถไฟไปบรรจบกันที่ขอบฟ้า เมื่อยืนดูจากกลางราง
ทีนี้มารู้จักกับฝนดาวตก ลีโอนิก ที่กำลังจะมองเห็นได้ในประเทศไทยตอนนี้กันดีกว่า
ฝนดาวตกลีโอนิดส์ เกิดจากเศษซากหลงเหลือของ “ดาวหาง 55พี เทมเพล-ทัตเทิล” มีวงโคจรรอบ “ดวงอาทิตย์” เป็นวงรี โดยหนึ่งรอบใช้เวลา 33.2 ปีและ ทุกๆ 33 ปี ดาวหางดวงนี้จะโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุด ทำให้เกิดฝนดาวตกมากเป็นพิเศษ เรียกว่า “พายุฝนดาวตก” (Meteor Storm) ซึ่งการโคจรเข้าใกล้ดวงอาทิตย์มากที่สุดครั้งล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2541 และจะเข้าใกล้ครั้งต่อไปในวันที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ.2556
อย่าง ไรก็ตาม สำหรับเดือนนี้ นักดาราศาสตร์พยากรณ์ว่า คนไทยทั่วทุกพื้นที่ของประเทศ จะมีโอกาสชม ฝนดาวตกลีโอนิดส์นับร้อยดวงแบบชัดๆ อีกครั้ง ตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนของวันที่ 17 ต่อเนื่องไปจนถึงรุ่งเช้า 18 พฤศจิกายน เหตุเพราะเวลาเกิดปรากฏการณ์ตรงกับ “คืนเดือนมืด”
พอดิบพอดี
โดยช่วงเวลาที่คาดว่าจะมองเห็นฝนดาวตกสูงสุด คือ
เวลาประมาณ 04.00 น. ของวันที่ 18 พฤศจิกายน ตกราวๆ 150-160 ดวงต่อชั่วโมง อย่าลืมตื่นมาดูกันนะครับ
สำหรับสถานที่ที่เหมาะสมกับการดูฝนดาวตกลีโอนิดส์ ถ้าจะให้ดีควรเป็นจุดที่ไม่มีแสงไฟรบกวน หรือห่างจากเมืองใหญ่ไม่น้อยกว่า 100 กิโลเมตร หันหน้าไปทางดาวเหนือ
และใครที่ชื่นชอบการถ่ายภาพอยากเก็บภาพอันงดงามนี้เอาไว้ แนะนำว่าควรใช้ ISO ที่ประมาณ 400-800 นะครับ…
ขอบคุณข้อมูลจาก th.wikipedia.org
G.Pheonix
Posted by
admin – พฤศจิกายน 11, 2009
ในที่สุดก็ได้เรื่องที่จะมาเขียนบล็อคแล้ว หลังจากสมองตันมาซักพัก
ก่อนอื่น คงมีคนสงสัยว่าทำไมชื่อเรื่องถึงมี I ที่แปลว่า 1 ถามว่าเรื่องที่เขียนคราวนี้มีภาคต่อเหรอ…ผู้เีัขียนเองก็ตอบไม่ได้
แต่ที่ต้องตั้ง 1 ไว้นั้นเพราะผู้เขียนเผื่อว่าจะมีอะไรทำนองนี้มาเขียนอีก(นี่ครั้งเดียวยังไม่พอใจใช่มั้ย)
งั้นเพื่อไ่ม่ใ้ห้่เป็นการเสียเวลาเรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า…ความคิดคราวนี้ของผู้เขียนคือ…
“เรามาสร้างเครื่องจำลองบรรดาการ์ตูนให้ออกมาเป็นคนจริงๆกันดีกว่าาาาาาาาาา..เย้”
อ๊ะๆ ผมไม่ได้เพ้อเจ้อนะครับ ลองนึกให้ดีๆ ในอดีต ลีโอนาโด ดาร์วินชี ได้วาดแบบแปลนเครื่องร่อนที่คนสามารถขี่บินขึ้นไปบนท้องฟ้าได้
แต่ก็ไม่ได้รับความสนใจ ซ้ำยังถูกหาว่าเพ้อเจ้อ แล้วทุกวันนี้เป็นไงครับ ไม่ใช่แค่บินไปบนฟ้าแต่มนุษย์เราสามารถขึ้นไปเหยียบดวงจันทร์ในอวกา่ศได้!!!~…มีหลายคนบอกว่า เพราะลีโอนาโด หัวล้ำยุคมากเกินไป…อืม…เอ๊ะ ถ้าอย่างนั้น ถ้าในอนาคตสามารถสร้างการ์ตูนออกมาให้เป็นคนจริงๆได้ ก็แสดงว่า ผมเป็นคนล้ำยุคน่ะสิ….โอ้วววววววว…เพิ่งรู้ว่าตัวเองอัจฉริยะขนาดนี้…(ตั้งแต่หลังเรื่องลีโอนาโดมาจนถึงตรงนี้ ขอให้ผู้อ่านโปรดไว้อาลัยให้อภัยในความหลุดโลกของผู้เขียนด้วย…อาเมน)…
ทีนี้ทำไมถึงอยากจะสร้างไอ้เครื่องจำลองนี่ขึ้นมาล่ะ?…หึึหึ…ดูจะเป็นคำถามที่ตอบได้ไม่ยากเลยสำหรับพวกเราบรรดาชายผู้ไล่ตา่มความฝันทั้งหลาย ก็เพราะมัน น่ารัก น่ะสิ แถมยังเพอร์เฟกอีกตะหาก คงไม่มีใครมีอ่านการตูนแล้วไม่รู้สึกคล้อยตาม หรือคิดว่าึคนอย่างนี้มันจะมีจริงเร้อแน่ๆ อย่างน้อยมันก็ต้องมีสักครั้งจากสักเรื่องล่ะครับ อย่างเช่นผู้ชายหลายคนอ่าน To- Love-Ru แล้วจะคิดว่าทำไมฮารุนะใจดีจัง , อยากมีน้องสาวที่เพรียบพร้อมอย่างมิคังบ้างจัง, อยากเจอคนอย่างโคเทงาวะ ยูอิจังเลย หรือโมโมะน่ารักจัง เป็นต้น (ที่พูดมานี่เกือบหมดเลยนะเนี่ย รู้สึกไปเองหรือเปล่าว่าจะมีแต่ผู้เขียนที่คิดอย่างนี้ ไม่ๆเป็นไปไม่ได้ ต้องมีคนอื่นคิดงี้แน่นอน) งั้นเรามาดูผู้หญิงกันบ้างดีกว่าอย่างเช่น อ่าน GTO แล้วชอบคิคุจิจังเลยเป็นต้น (ทำไมตัวอย่างฝ่ายชายมันน้อยงี้ฟะ)….ฮ่าฮ่า ทีนี้เข้าใจหรือยังล่ะว่าทำไมถึงต้องมีไอ้เครื่องจำลองตัวนี้
แล้วจะทำได้อย่างไร นั่นสิ พูดตรงถ้าในทางปฏิบัติผุ้เขียนก็นึกไม่ออก แต่ถ้าทางทฤษฏีล่ะก็มีความเป็นไปได้คือ เราอาจโปรแกรมข้อมูลเฉพาะทางด้านนิสัยลงในอุปกรณ์อะไรบางอย่างที่จะมาใช้เป็นหัวใจของคนนั้น แล้วก็ใช้วิธีสร้างร่างเนื้อจำลองโดยอาศัยความรู้ทางด้่่านชีวเคมี นำแร่ธาตุต่างๆมาแปรคุณสมบัติให้ใกล้เคียงผิวหนังแล้วคงสถาพไว้ด้วยวิธีใดๆก็แล้วแต่ สำหรับเส้นเอ็นและกล้ามเนื้อ อาจใช้ระบบไฟฟ้าทำงานกระตุ้นเป็นบริเวณๆไป เหมือนตอนใส่ boneให้กับโมเดล3D ที่ต้องมาเชื่อมกับ vertex แต่ละจุด เท่านีั้้ก็ได้คนจำลองที่หน้าตานิสัยเป็นอย่างที่เราต้องการ ฮ่าฮ่า
สำหรับใครที่สนใจจะลองไปทำดูก็ได้นะครับ ไม่คิดค่าลิขสิทธิ์มีเงื่อนไขเดียว คือต้องทำให้ผู้เขียนด้วย 1 ตัว ฮ่าฮ่า…
อนึ่งเรื่องคราวนี้แม้ดูไม่มีสาระแต่ถ้าหาดีๆมันก็มีสาระของมันอยู่นะเอ้อ…ใครหาเจอบอกด้วยจะให้รางวัลอย่างงาม ด้วยการมอบสิทธิพิเศษฟรีในการสมัครเป็นแฟนคลับของผุ้เขียนตลอดชีพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพพ….โอ๊ะๆ ดีใจจน้ำตาตกกันเลยทีเดียว ไม่ต้องแย่งกันนะครับที่นั่งมีอีกเยอะ ฮ่าฮ่า
ขอขอบคุณที่อ่านผู้เขียนพล่ามมาจนบรรทัดสุดท้าย ผู้เขียนเข้าใจว่าพอได้ยินของรางวัลก็แทบอยากจะเอาหัวไปโขก CPU ตายแต่วางใจได้เพราะผู้เขียนล้อเล่น อย่างไรก็ตาม นี่ก็เริ่มเข้าหน้าหนาวแล้ว(ในประเทศไทย) ก็ขอให้ทุกท่านรักษาสุขภาพด้วยนะครับ^^
G.Pheonix
Posted by
admin – พฤศจิกายน 7, 2009
วันนี้เรามารู้จักคำศัพท์ใหม่ๆกันดีกว่า หุหุ
ขอเสนอคำว่า Itasha (อิตะชา) เป็นภาษาญี่ปุ่นครับ เกิดจากคำว่า Itai หรือ ita แปลว่า เจ็บ อ๊ะๆอย่าเพิ่ีงคิดลึกกันไปคับพอมันไปรวมกับคำว่า sha ที่แปลว่า รถ รวมกันแล้วก็หมายถึง รถที่มันเจ็บๆ ก็คือรถที่แต่งแบบเจ็บๆนั่นเอง แต่ต้องวงเล็บว่าเป็นสไตล์โอตาคุนะ
สำหรับเรื่องนี้ พูดมากคงไม่มีประโยชน์ ดูรูปคงจะดีกว่าสินะอิอิ…
่อันนี้ พระเจ้ามาเอง
อันนี้จากเรื่องอะไรก็ไม่รู้ - -*
อายานามิเรย์...สุดที่รักของผมเองครับ
saber จาก fate stay night น่ารักมากครับ
ปิดท้ายกันด้วยพระเจ้าก็แล้วกันครับ ^^
^^
G.Pheonix
Posted by
admin – พฤศจิกายน 1, 2009
…และแล้วก็ผ่านไปเกือบสี่ปี
ที่เราย่ำอยู่ในรั้วมหาฯ
ที่ได้ใช้ชื่อว่า”คนรู้วิชา”
ที่ผ่านมาแล้วกำลังจะผ่านไป
อาจเป็นช่วงที่หลายคนนั้นแตกต่าง
บางคนอาจลำบากแสนยากเข็ญ
บางคนเหมือนง่ายดายติดปีกบิน
บางคนก็นั่งนิ่งปล่อยมันไป
ลองมาคิดทบทวนดูอีกที
สี่ปีที่เราร่ำเรียนศึกษา
ได้ทำตัวได้สร้างสรรค์สมราคา
หรือไร้ค่าฆ่าเวลาไปวันวัน
หากจะมีเวลาลองนั่งคิด
ถึงทุกสิ่งที่ผ่านไม่อาจหวน
แล้วหนทางข้างหน้าที่ยังเลือน
ลองทบทวนว่าจะเลือกทางสายใด…
….วันนี้ดูจะเป็นวันอึมครึมของผู้เขียนเลยทีเดียว ไม่รู้ว่าด้วยสาเหตุอะไรที่ทำให้ผมรู้สึกเบื่อไปกับทุกอย่าง…
เห็นทุกอย่างขวางหูขวางตาไปซะหมด…เอ๊ะ…นี่ผมกำลังพิมพ์ิอะไรอยู่…ระบายงั้นหรือ
ไม่ใช่หรอก เพราะผมยังไม่ได้หยิบพู่กันเลย!?…กลับเข้าเรื่องอีกครั้ง บังเอิญผู้เขียนได้มีโอกาสไปชมนิทรรศการพฤกษาที่เซ็นทรัลชิดลมมา
และก็ได้พบเห็นความมักง่ายของคนไทยหลายๆคนที่ก็ดูมีการศึกษาดี…ซึ่งผู้เขียนขอข้ามการสาธยายเรื่องพวกนั้นไปก่อนดีกว่า
ก็ด้วยเหตุนี้ทำให้ผู้เขียนฉุกใจคิดถึงการศึกษาซึ่งใครๆหลายคนที่กำลังศึกษาในระดับปริญญาตรีปีที่ 4 ก็คงกำลังใกล้จะจบการศึกษากันแล้วนั้นว่า สิ่งที่แล้วมา สิ่งที่ได้ทำ สิ่งที่ได้รับ และสิ่งที่กำลังจะเกิดต่อไปในอนาคตนั้นเป็นอย่างไร
หลายๆคนคงเคยได้ยินคำว่า “ปัญญาชน” ซึ่งแปลกันตามตัวก็คือ ผู้มีปัญญา นั่นเอง ซึ่งจะใช้เรียกนักศึกษาในรั้วมหาลัยนั่นเอง แล้วเราเคยคิดกันบ้างไหมว่า ที่เราถูกเรียกว่าปัญญาชนที่แปลว่าผู้มีความรู้ผู้มีปัญญานั่นน่ะ เราได้แสดงออกสมกับที่เราถูกยกย่องว่าเป็นปัญญาชนหรือยัง
ถ้าใครที่ได้คุยกับคนรุ่นพ่อรุ่นแม่ในสมัยก่อนที่จบการศึกษากันในระดับป.4 แล้วต้องส่งเสียตัวเองเรียนนั่น คงจะได้รู้ว่าการที่จะศึกษาไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัยแล้วจบการศึกษาได้นั้นมันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ซึ่งผิดกับในปัจจุบันที่พูดกันอยู่บ่อยๆว่าบัณฑิตล้นตลาด จบออกมาก็มาเตะฝุ่นกันมันทำให้ชวนคิดว่า การศึกษามันง่ายเกินไปหรือว่าเกิดอะไรขึ้นกับระบบการศึกษาของไทยหรือเปล่า แต่ตรงนั้นก็ไม่ใช่ประเด็นที่เราจะมาว่ากันในครั้งนี้ เพราะถึงแม้ว่าระบบการศึกษาในเมืองไทยจะไม่ดีอย่างไร ก็ไม่ได้มีผลโดยตรงกับการเป็นปัญญาชน แต่มันอยู่ที่ว่า เมื่อเราก้าวขึ้นมาสู่ในระดับปัญญาชนแล้ว เราคิด เราแสดงออก เรากระทำได้สมกับที่เป็นปัญญาชนหรือยังต่างหาก นี่เป็นคำถามที่ไม่มีใครตอบแทนใครได้นอกจากตัวเองจะตอบกับตัวเองเท่านั้น ซึ่งหลายๆคนก็คงมีคำตอบที่แตกต่างกันไป ตามแต่ละระดับความคิด แต่อย่างน้อยผู้เขียนก็เชื่อว่า เราืทุกคนรู้จักความหมายของคำนี้ในทางทฤษฏีดีอยู่แล้ว ที่เหลือก็อยู่แค่ว่า เราจะยอมรับอย่างสัตย์จริงกับตัวเองได้ไหมว่าเราเป็นคนอย่างไร แล้วเรามีข้อเสียอย่างไร แล้วเราจะต้องปรับปรุงตรงไหน เพื่อให้สมศักดิ์ศรีของคำว่า”ปัญญาชน”
แน่นอนว่าเหล่านักศึกษาที่ใกล้จบและกำลังจะออกไปเผชิญโลกภายนอกนั้น สิ่งที่ท่านจะได้ก่อนออกไปคือความรู้ วิชา ประสบการณ์ และปริญญาบัตรหนึ่งใบ ซึ่งปริญญาใบนั้นจะเป็นเครื่องหมายตีตราคุณค่าของท่านหรือเป็นแค่”แผ่นกระดาษ”ใบหนึ่งก็ขึ้นอยุ่กับตัวของท่าน และจะอาศัยแค่เพียงความรู้นั้น ก็ไม่อาจทำให้ท่านอยู่รอดได้อย่างยืดอกในสังคม แต่ยังมีำพฤติกรรม และปัญญาที่จะทำให้เราสามารถมีชีวิตอยู่อย่างไม่ต้องถูกใครดูถูกเยาะเย้ย ผู้เขียนเชื่อว่า คงไม่มีใครอยากให้ึคนมาดูถูกเหยียดหยามชื่อสถาบันที่รับรองเราออกมา
ดังนั้นเหล่าผู้ที่ใช้,กำลังและจะเริ่มใช้ชื่อ”ปัญญาชน” ทั้งหลาย นี่อาจเป็นเพียงมุมมองเล็กของคนๆหนึ่ง ที่ฝากให้ท่านไปขบคิด แต่มันจะเป็นประโยชน์มหาศาลแก่ท่าน ตราบใดที่ท่านยังเดินอยู่บนแผ่นดินที่เรียกว่า”โลก”ของเรา
^^
G.Pheonix
Posted by
admin – ตุลาคม 28, 2009
The time has come and so have I
I’ll laugh last cause you came to die
The damage done~the pain subsides
And I can see the fear clear when I look in your eye.
~
I never kneel and I’ll never rest
You can tear the heart from my chest
I’ll make you see what I do best,
I’ll succeed as you breathe your very last breath.
~
Now I know how the angel fell [just kneel]
I know the tale and I know it too well [just bow]
I’ll make you wish you had a soul to sell [soul to sell]
When I strike you down and send you straight to hell
~
My army comes from deep within
Beneath my soul–beneath my skin
As you’re ending, I’m about to begin
My strength~His bane~and I will never give in.
~
I’ll tell you now I’m the one to survive
You never break my faith or my stride
I’ll have you choke on your own demise
I make the angel scream, and the devil cry
~v~
My honored brethren
My honored brethren
~
We come together
We come together
~
To unite as one
To unite as one
~
Against those that are damned
Against those that are damned
~
We show no mercy
We show no mercy
~
For we have none
For we have none
~
Our enemy shall fall
Our enemy shall fall
~
As we apprise
As we apprise
~
To claim our fate
To claim our fate
~
Now and forever
Now and forever
~
We’ll be together
We’ll be together
~
In love and in hate
In love and in hate
~v~
They will see. We’ll fight until eternity
Come with me We’ll stand and fight together
Through our strength we’ll make a better day
Tomorrow we shall never surrender. [X4]
อันที่จริงเพลงนี้ก็ไม่ใช่เพลงใหม่อะไรหรอกครับ
พูดกันตรงๆเลยว่า ตอนแรกที่ฟังก็ไม่รู้ว่าเพราะตรงไหน
แต่พอฟังๆไปสัก 2-3 รอบ ก็เริ่มหันมาจับใจความ
เริ่มรู้สึกซึ้งกินใจกับเนื้อความช่วงหลัง
ถามว่าซึ้งยังไง ผู้เขียนเองก็บรรยายไม่้ค่อยเก่งซะด้วยสิ
แต่บอกได้แค่ว่า เมื่อนึกถึงชีวิตจริง มันคงจะดีไม่น้อยที่จะมีโอกาสพูดประโยคเหล่านั้นกับใครซักคน อย่างจริงใจ และกำลังหมายความอย่างนั้นจริงๆ มันไม่ใช่เป็นแค่คำพูดที่พูดขึ้นมาลอยๆ แต่มันเป็นการให้กำลังใจ มันเป็นการให้ที่พึ่งพึง เป็นการบอกให้อีกฝ่ายที่อาจกำลังล้ม ท้อแท้ หรือหมดกำลังใจ ให้ลุกขึ้น และหันไปเผชิญหน้ากับสิ่งที่รออยู่ ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้ถูกจำกัดอยู่กับคนที่เป็นคู่รัก แต่มันรวมไปถึงเพื่อนที่พร้อมจะมอบมิตรภาพ ความช่วยเหลือ ให้แก่กันอย่างจริงใจ แม้บางครั้งอาจดูเด็กไปบ้าง แต่ผมเชื่อว่าทุกๆคนที่เคยผ่านวัยเด็กมา เคยดูการตูนญี่ปุ่นกันมาคงเคยประทับใจกับฉากหลายๆฉากที่ พระเอกหรือเพื่อนพระเอกกำลังลำบาก แล้วมีเพื่อนเข้ามาช่วยปกป้ิองและร่วมสู้กับปิศาจไปพร้่ิิอมๆกับพระเอก แม้ว่ายุดสมัยจะเปลี่ยนไปยังไง ผมก็ยังเชื่อว่า สิ่งที่จะอยู่ตลอดไปคือมิตรภาพ
แม้อาจจะอ่านแล้วแปลกๆ ก็ต้องขอบอกตรงๆว่าตอนเขียนผู้เขียนเองก็เรียบเรียงคำพูดไม่ค่อยถูกเหมือนกัน ยังไงถ้าผู้อ่านลองฟังเพลงนี้หลายๆรอบแล้วรู้สึกเหมือนหรือไม่เหมือนกับผู้เขียนอย่างไรก็บอกกันบ้างนะครับ
^^
G.Pheonix
Posted by
admin – ตุลาคม 23, 2009
เมื่อวานผู้เขียนได้มีประสบการณ์ระทึกขวัญอย่างไม่น่าเชื่อเป็นครั้งแรกตั้งแต่ขับรถได้..ยังไม่ถึงปี…แต่เป็นเหตุการณ์ที่ผู้เขียนจะจำไปอีกนาน
เรื่องมันมีอยู่ว่า ระหว่างผู้เขียนกำลังขับรถกลับจากเอารถไปซ่อม
ระหว่างขับรถไปบนถนน 3 เลนท่ามกลางสายฝนที่โปรยปรายลงมาอย่างบ้าคลั่ง ก็คือฝนตกหนักดีๆนี่เอง จำได้ว่า ณ ตอนนั้น ผู้เขียนอยู่เลนกลาง เยื้ิองไปทางเลนซ้าย 10 นาฬิกามีรถไม่แนใจว่า ยาริส หรือ แจส กำลังจะเลี้ยวเข้าบ้าน ทันใดนั้น ทางขวามือก็มีรถกระบะ วิ่งแซงขึ้นมาอย่างเร็ว และทำทีจะเข้าเลนกลาง ผู้เขียนจึงชลอความเร็ว ทันใดนั้นรถกระบะคันนั้นก็หมุนรถ 90 องศา แต่ไม่หยุดอยู่แค่นั้นคงเพราะด้วยความเร็วและพื้นที่เปียกไปด้วยน้ำ ทำให้รถคันนั้นไถลต่อไปทางซ้าย ชนเข้าอย่างจังกับท้ายรถที่กำลังจะเข้าบ้าน ดังโครม แล้วหมุนอีก 2-3 รอบเด้งกลับไปหยุดอยู่ที่เกาะกลางถนน ส่วนรถรับเคราะห์ เมื่อถูกชนก็กระเด้งเข้าบ้านพอดี… ทุกอย่างเกิดขึ้นเร็วมาก ไม่น่าจะเกิน 7-8 วินาที ตั้งแต่ผู้เขียนเริ่มเห็นรถกระบะขับขึ้นหน้า จนถึงไปหยุดอยู่ที่เกาะกลาง… ถือว่ารถคันที่โดนชนได้ช่วยบ้านในละแวกนั้นไว้หลายหลัง เพราะหากไม่มีรถคันนั้นมาเป็นบั้มเปอร์ให้ รถกระบะคงไถลเข้าบ้านแถวๆนั้้นหลังใดหลังหนึ่งหรือาจหลายหลังแน่นอน…
ปล. ดีที่ำำไม่ข้ามเกาะกลางไปถูกรถอีกฝั่งชนเอา – -….
เหตุการณ์นี้สอนให้รู้ว่า ขับรถเวลาฝนตก ไม่ควรขับรถเร็ว และหลักเลี่ยงถนนที่มีน้ำขัง และควรทิ้งระยะห่างจากรถคันหน้าพอสมควร
G.Pheonix
Posted by
admin – ตุลาคม 20, 2009
สำหรับผู้อ่านที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการคอมพิวเตอร์ทุกคนคงจะรู้จัก บั๊ก(bug) กันดีใช่มั้ยครับ
ไหนขอเสียงขอคนวงการคอมพิวเตอร์ตอบให้ชื่นใจหน่อยเร็วว่า bug คืออะไร!!!
..”แมลงไงไอ้โง่”..”ดิกฯมีก็ไปเปิดดิ”…”เสียงเสิงอะไรบ้าป่าว”…เหล่านี้คือปฏิกิริยาที่ผู้เขียนคาดว่าจะได้รับหากตะโกนถามคำถามดังกล่าว..- -หรือไม่จริง!? หรือคุณจะบอกว่าคุณคิดอย่างเป็นเรื่องเป็นราวมีสาระ ถึงตอนนี้ผู้อ่านคงนึกในใจว่า
“มันเริ่มไร้สาระอีกแล้ว” ใช่มั้ยล่ะ ผมทายถูกล่ะสิ ฮ่าฮ่า ยอมรับมาแต่โดยดีเุถอะ….
….(เงียบ)…รู้สึกเหมือนคนบ้าเลยโวยวายอยู่คนเดียว…มาเข้าเรื่องมีสาระกันดีกว่า ฮ่าฮ่า (เพิ่งคิดได้เรอะ)
bug ก็คือความผิดพลาดทางโปรแกรม ซึ่งผมว่าคุณๆผู้อ่านคงเคยเจอกันมาบ้างแล้ว ยกตัวอย่างเช่น ใครที่เคยเล่นเกมโปเกมอนภาคsliverในเกมบอยคัลเลอร์คงรู้จักกันดี กับสูตรก๊อปตัว ที่ต้องเอาโปเกมอนเข้าคอมแล้วระหว่างเปลี่ยนบล็อกมันจะมีเซฟ แล้วระหว่างเซฟต้องรีบปิดเครื่องก่อนที่จะเซฟ แล้วเราจะได้ลูเกีัยออกมา 2 ตัว ฮ่าฮ่า อันนี้คงไม่ได้เป็นความตั้งใจของผู้ทำเกมแต่อย่างใด ซึ่งนั่นแหละคือ บั๊ก แล้วผู้อ่านเคยสงสัยไหมว่า ทำไมถึงเรียกว่า บั๊ก ล่ะ ใครเป็นคนตั้งชื่อให้มัน คงอยากรู้คำตอบกันล่ะสิ หรือใครไม่อยากรู้ ไม่เป็นไร ผมก็จะบอกให้รู้ (แล้วเอ็งจะถามทำ…อะไรฟะ!?)
คำว่า บั๊กเนี่ยถูกเรียกเป็นครั้งแรกเลยในปี ค.ศ. 1940 ในขณะที่ โทเกรซ ฮอปเปอร์ แห่งกองทัพเรือสหรัฐฯ กำลังใช้คอมพิวเตอร์ รุ่นแรกๆเครื่องหนึ่งอยู่นั้น ก็เกิดเหตุการณ์ประหลาดทำให้คอมพิวเตอร์หยุดทำงานอย่างกระทันหัน ซึ่งหลังจากตรวจสอบพบว่า มีผีเสื้อกลางคืนตัวหนึ่งไปติดอยู่ในส่วนที่เคลื่อนไหวได้ส่วนหนึ่งของคอมพิวเตอร์ เํธอจึงรายงานว่า “การล้มเหลวของคอมพิวเตอร์เกิดจากแมลง(บั๊ก)” นั่นเอง
…แล้วทำไมต้องเป็นผีเสื้อล่ะ ก็เพราะผีเสื้อ(butterfree) ล่ะ ก็เพราะ butterfree พัฒนาร่างมาจาก transel น่ะสิ !?…แล้วมันเกี่ยวอะไรกันด้วย..ก็เเพราะ transel เป็นดักแด้ที่กลายร่างมาจาก caterpie น่ะสิ!?…แต่ที่แน่ๆ caterpue แำำ้ำพ้ hitokage นะ…แล้วมันไปเกี่ยวอะไรกับ hitokage ฟะ…ก็เพราะ hitogake เป็นธาตุไฟไงล่ะ ไฟก็ต้องชนะพืชกับแมลงสิ…งั้นแล้วทำไมต้องเป็น hitokage ด้วยล่ะ ?…อ่าวถามแปลกๆก็ hitokage เป็น 1 ใน 3 ตัวที่ให้เลือกตัวแรกน่ะสิ ถ้าเป็น fushigidane ก็ไม่ชนะธาตุน่ะสิ….
….อืม….แต่ว่าถ้าเล่นภาค yellow ตอนแรกมีแต่ pikachu นะ…O.o..!?
ปล. ขณะนี้ผู้เขียนกำลังหัวเสียอย่างมากกับการต้องเผชิญความจริงที่ว่า emulator ที่ใช้ไม่สามารถลิงค์กันเองได้(เนื่องจา่กตอนโหลดไม่ได้นึกถึง) ทำให้อดที่จะพัฒนา yungerer ให้กลายเป็น foodin… ความหัวเสียนั้นจึงอาจส่งผลมายังบทความในบล็อกบ้าง….อ๊ากกกกกกกกก(เสียงผู้เขียน(LV.5)ถูก yungerer (LV.99)ใช้ ไซโคคิเนซิส โจมตี)…
foodin
^^
G.Pheonix
Posted by
admin – ตุลาคม 16, 2009
ไม่เกี่ยวกับเรื่องหรอกครับ ใส่เพราะมีคำว่า devil(มารน้อย)เหมือนกัน ^^
มีมารน้อย 3 ตน แอบมาขโมยความสุขของมนุษย์
เอาไปแล้วก็ปรึกษากันว่าจะเอาไปซ่อนที่ไหนดี
ตนแรกก็ว่า ควรเอาไปซ่อนที่ภูเขาที่สูงที่สุดในโลก
แต่มารน้อยตนที่2ว่า เพื่อนเอ๋ย มนุษย์นั้น ไม่กลัวความสูง แต่กลัวหายใจไม่ออก
เพราะสังเกตได้ว่า ดำน้ำได้นิดเดียวก็ทะลึ่งพรวดขึ้นมาแล้ว เพราะกลัวหายใจไม่ออก
แต่บนภูเขาอากาศดี มนุษย์ชอบไปเที่ยวภูเขา เอาไปซ่อนไว้ใต้บาดาลดีกว่า
มารน้อยตนที่3 แย้งว่า อย่าเลยเพื่อนเอ๋ย มนุษย์มันเก่ง
สร้างเครื่องมือหาของในทะเล ในอากาศได้ เดี๋ยวมันก็หาเจอ
แต่สังเกตได้ว่า นัยน์ตามนุษย์มองไปข้างนอก หูก็ชอบฟังเสียงข้างนอก ชอบไปเที่ยวข้างนอก
เราควรแอบเอาไปซ่อนไว้ในใจมันดีกว่า มนุษย์หาไม่เจอแน่ ๆ
เพราะว่ามนุษย์ชอบหาความผิดของคนอื่น ไม่ชอบขัดใจคัวเอง
ไม่ชอบดูจิตใจของตัวเอง มารน้อยทั้ง 3 ตน ก็ตกลงความเห็นเป็นเช่นเดียวกัน
ตั้งแต่นั้นมา มารน้อยก็เอาความสุขของมนุษย์มาซ่อนไว้ที่ใจ
มนุษย์ผู้โง่เขลาจึงออกไปหาความสุขที่อื่น ที่ภูเขา ที่ชายทะเล ที่คลับ ที่ร้องเพลง
จึงหาความสุขไม่พบ ต้องออกไปข้างนอกหาความสุขในที่ผิด ๆ ตลอดมา
อนึ่งคนที่ไปเที่ยวเธคเที่ยวคลับกินเหล้า เพราะว่าเขามีทุกข์
จึงต้องออกไปหาความสุขมากลบเกลื่อน มาเฉลี่ยเพื่อให้ทุกข์นั้นน้อยลง
แต่พอเมาแล้วกลับบ้าน หายเมาตื่นเช้ามา ทุกข์นั้นก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม
โดยหารู้ไม่ว่าความสุขที่เฝ้าติดตามเฝ้าหา อยู่ที่ใจตัวเองนั่นเอง
ใยต้องออกไปหาความสุขที่อื่น ………….ต่อให้หาเท่าไหร่
แต่ใจยังร้อนรุ่ม ไม่สงบ ก็หาสุขนั้นไม่พบหรอก………
เรื่องนี้เป็นเมล์ที่ผู้เขียนได้รับการส่งต่อมาเรื่อยๆหรืออย่างที่เราเรียกกันว่า ฟอร์เวิร์ดเมล์ ซึ่งน่าสนใจทีเดียวสำหรับผู้อ่านที่ยังหาความสุขของตัวเองไม่เจอนะครับ ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจให้แกุ่ทุกคนที่ปราถนาจะมีความสุขในชีวิตนะครับ
G.Pheonix
Posted by
admin – ตุลาคม 15, 2009
คำว่า “การเริ่มต้นเพื่อเกิดใหม่ตลอดเวลา” ผู้เขียนได้มีโอกาสอ่านนืตยสารจุดประกายทางธุรกิจของธนาคารกสิกรไทย หรือที่หลายๆคนอาจเคยเห็นในชื่อ”K-SME Inspired” ซึ่งผู้เขียนรู้สึกประทับใจตั้งแต่อ่านบทนำ ทีนี้ขอให้ผู้เขียนได้เล่าถึงความหมายของ”การเริ่มต้นเพื่อเกิดใหม่ตลอดเวลา” ในแบบของผู้เขียนบ้างนะครับ
คำว่า”การเริ่มต้นเพื่อเิิกิดใหม่ตลอดเวลา”นั้น ถ้าในแง่ของธุรกิจแล้วมันคือการที่เรามีความตื่นตัว กระตือรือร้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งก็ถือว่าเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างมากในการทำธุรกิจในยุคปัจจุบันที่มีการแข่งขันสูง จนอาจเรียกได้ว่าถ้าใครหยุดก้าวนั่นเท่ากับคุณกำลังเดินถอยหลังแล้ว และไม่ใช่ว่าหากคุณก้าวอยู่คุณก็จะรอด แต่ความเป็นจริงคือถ้าคุณก้าวช้า คนที่ตามหลังคุณอยู่ก็พร้อมที่จะแซงคุณขึ้นหน้ามาทันที เปรียบเทียบได้กับการแข่งวิ่งมาราธอนที่ไม่มีการกำหนดระยะทางเลยก็ว่าได้
ทีนี้คำว่า”เริ่มต้น”หมายถึงอะไร หมายถึงการวางโครงสร้างธุึรกิจหรือภาพการวางแนวทางในการบริหารหรือเปล่า ก็ต้องตอบว่าใช่ครับแต่ไม่ใช่ทั้งหมด แต่นับรวมไปถึงองค์ประกอบในด้านต่างๆของธุรกิจที่มีส่วนในการขับเคลื่อนองค์กรที่กำลังเติบโตให้สามารถปรับตัวตามสถานการณ์ในปัจจุบัน หรือที่ต้องเปลี่ยนแปลงในอนาคตได้
และที่สำคัญแนวคิดของการเริ่มต้นใหม่นั้น ไม่ได้เจา้ะจงว่าจะต้องเป็นการลงทุนเม็ดเงินจำนวนมหาศาลเพื่อสร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่เป็นการนำสิ่งที่มีอยู่แล้ว “บวก” กันความคิดริเริ่มสร้างสรรค์เพื่อนำสิ่งที่มีอยู่มาใช้ให้เกิดประโยชน์ และประสิทธิภาพสูงสุด ทั้งในด้านการแก้ปัญหาในการทำงานหรือรวมไปถึงการออกสินค้าตัวใหม่ๆ
ทีนี้เราลองเปลี่ยนจากมุมมองในการทำธุรกิจมาเป็นด้านชีวิตของพวกเราดูบ้าง(เดี๋ยวผู้อ่านจะหาว่ามีสาระเกินไป) คำว่า”การเริ่มต้นเพื่อเกิดใหม่ตลอดเวลา” นั้น ในมุมมองด้านชีวิตของผู้เขียนคือ ในชีวิตคนเรานั้นเป็นธรรมดาที่จะต้องเจออุปสรรค ต้องฝ่าฟันนสิ่งทียากลำบาก เพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งที่เราหวัง แม้ว่าในความเป็นจริงนั้นชีวิตคนเราก็ไม่ค่อยจะสมหวังสักเท่าไหร่(ไม่รู้เป็นเฉพาะผู้เขียนหรือเปล่าฮ่าฮ่า) ดังนั้นเมื่อเจออุปสรรค เมื่อหมดแรงฝ่าฟัน ท้อแท้และสิ้นหวัง ขอให้นึกเสมอว่าเรายังเริ่มต้นใหม่ได้ แม้วันนี้ แม้คราวนี้ จะไม่ใช่ัวันของเรา แต่ขอให้เชื่อว่าหากคุณไม่ล้มเลิกที่จะสู้ ไม่ยอมก้มหัวให้กับความพ่ายแำ้ำ้พ้ และไม่หมดหวังไปกับความท้อแท้ที่รุมเร้า โอกาสของคุณจะต้องมีรอคุณอยู่ที่ไหนสักแห่งอย่างแน่นอน อยู่ที่ว่าคุณจะไปถึงตรงจุดนั้นได้หรือไม่
ขอขอบคุึณ คอลัมม์ Editor Talk นิตยสาร K-SME Inspired สำหรับคำพุดดีๆที่ทำให้ผู้เขียนมีแรงบันดาลใจที่จะเขียนบทความนี้ขึ้นมา
ขอบคุณครับ
G.Pheonix